reborn training รับ จัดอบรมสัมนา พัฒนาบุคคลากร พิธีกร วิทยากร ประชุม กิจกรรมกลุ่ม
REBORN TRAINING ให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษา และ รับจัดงาน อบรมสัมมนา TeamBuilding กิจกรรมสันทนาการต่างๆให้กับ องกรณ์ รัฐ และ เอกชน เรามีอาจารย์ ที่มีความสามารถ เฉพาะด้าน รับทั้งความรู้ความสนุกไปกับเรา Reborn Training

4 กลยุทธ์แห่งความสำเร็จของชายที่ชื่อ เจอร์เก้น คลอปป์

4 กลยุทธ์แห่งความสำเร็จของชายที่ชื่อ เจอร์เก้น คลอปป์4 กลยุทธ์ ความสำเร็จ ของชายที่ชื่อ เยือร์เกิน คล็อพ อาจารย์ พอล ดร.กฤติพงศ์ เดชส่งจรัส ( Dr.Krittipong Detsongjarus ) reborn training
 
4 กลยุทธ์ ความสำเร็จ ของชายที่ชื่อ เจอร์เก้น คล็อพ ก่อนอื่น อันดับแรกก็ต้องแสดงความยินดีกับแฟนบอลทีมลิเวอร์พูล หรือที่เราเรียกกันว่า “หงส์แดง” (ที่จริงในโลโก้เป็นรูปนกลิเวอร์เบิร์ด) ทั่วโลก ที่สามารถครองตำแหน่งชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอล English Premiere League ในฤดูกาล 2019/20 แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายกว่าจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ในปีนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะสงคราม หรือภาวะโรคไวรัสโคโรนา โควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก จนเกือบจะทำให้การแข่งขันในฤดูกาลนี้เป็นโมฆะ
 
แต่จนแล้วจนรอด ก็สามารถกลับมาแข่งขันได้ต่อ จนทำให้ลิเวอร์พูลก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ที่รอคอยมายาวนานถึง 30 ปีได้สำเร็จ โดยการนำของผู้จัดการทีมที่เป็นสุดยอดของโลกชาวเยอรมันที่มีนามว่า เจอร์เก้น คลอปป์ (Juergen Klopp) ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว วันที่คลอปป์รับตำแหน่งผู้จัดการทีม เป็นวันที่ผมคิดว่าแชมป์จะต้องตกมาอยู่กับทีมอย่างแน่นอน เพราะแค่ชื่อก็สอดคล้องกับชื่อของกองเชียร์ลิเวอร์พูลที่เรียกตัวเองว่า “The Kop” แล้ว และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
“ภายใน 4 ปี ลิเวอร์พูลจะต้องมีถ้วยแชมป์มาประดับตู้โชว์”
 
นี่คือวาทะของผู้จัดการทีมมือฉมัง ในวันที่ก้าวมารับตำแหน่งในวันแรก ซึ่งนับตั้งแต่ที่เข้ามาคุมทีม คลอปป์ก็สร้างความมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ซื้อนักเตะใหม่ ใช้นักเตะเดิม ๆ ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อนของแต่ละคน ปรับทีมให้เข้ากับระบบที่ตนสร้างขึ้น การซื้อนักเตะเพิ่มเติมก็ไม่ซื้อสุ่มสี่สุ่มห้า แพงเกินไปหรือจะเก่งมาจากไหนก็ไม่สน ถ้าไม่เข้ากับระบบของทีม เพราะแนวทางการทำทีมคือการทำเป็นระบบ ไม่ใช่แบบ One man show
เพียงแค่ฤดูกาลแรกที่เข้ามาคุมทีม ก็สามารถพาทีมเข้าชิงชนะเลิศได้ 2 รายการคือ ลีกคัพ กับ ยูโรป้าลีก แต่ก็ต้องพ่ายไปทั้ง 2 รายการ ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าปรับปรุงทีม จนในปี 2018 ลิเวอร์พูลได้เข้าชิงชนะเลิศในรายการยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ซึ่งเป็นรายการที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่ต้องอกหักเป็นพระรองอีกครั้ง หลังจากพ่ายแพ้ให้กับ รีล มาดริด ไปอย่างน่าเจ็บใจ
 
จากการพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ผู้จัดการทีมเฮฟวี่ เมทัล มองเห็นจุดอ่อนหรือรูรั่วที่ต้องปิดให้ได้ นั่นคือการที่กองหลังเสียประตูง่ายเกินไป จึงดำเนินการเซ็นสัญญาผู้รักษาประตูชาวบราซิล Allison Becker เข้าร่วมทีม ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้คว้าตัวกองหลังอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Virgil Van Dijk มาแล้ว ทำให้กองหลังของลิเวอร์พูลแข็งแกร่งมากขึ้น ก็ส่งผลให้ในปีต่อมา 2019 สามารถเข้าชิงชนะเลิศในรายการยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกได้อีกครั้ง และคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ ถือเป็นถ้วยชนะเลิศใบแรกในการเข้าคุมทีมลิเวอร์พูล ที่เขาทำตามวาจาที่ลั่นไว้ในวันแรกได้สำเร็จ คือ ภายใน 4 ปีจะต้องมีถ้วยชนะเลิศในถิ่นแอนฟิลด์ให้ได้ นอกจากนี้ในปีนั้น ยังเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีกที่มีคะแนนสูงสุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย คือ 97 คะแนน
 
บทเรียนจากการพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกแม้จะมีคะแนน 97 คะแนน ทำให้เจอร์เก้น คลอปป์ ต้องทำการบ้านอย่างหนัก ที่จะคว้าแชมป์ที่ชาวลิเวอร์พูลทั่วโลกรอคอย ซึ่งทีมมีสภาพความพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว และในปีนี้ 2020 เขาก็ทำได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ สมกับที่รอคอยมายาวนานถึง 30 ปี ซึ่งการมาของ Jurgen Klopp ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันคนนี้เมื่อปี 2015 ได้ปลุกทีมจากความอ่อนระโหยโรยแรง ให้กลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ได้ และต่อไปนี้คือ 4 กลยุทธ์สู่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชายที่ชื่อ Jurgen Klopp
 
1. การกำหนดอัตลักษณ์ที่ชัดเจน – สิ่งแรกที่ Klopp ทำหลังเข้ามาคุมทีมคือ การประกาศต่อหน้าแฟนบอลและสื่อมวลชนทั้งหลายว่า เขาจะทำให้ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลในแบบที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรวดเร็ว ความแข็งแกร่ง และจะต้องเค้นเอาพลังทั้งหมดมาใช้ให้สุดเต็มที่ทุกเกมการแข่งขัน เมื่อเสียบอลต้องแย่งคืนมาให้เร็วที่สุด กดดันคู่แข่งจนไม่สามารถบุกทำประตูได้อย่างถนัด ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเล่นฟุตบอลในระบบ “Gegenpressing” ดังนั้น อย่างที่กล่าวข้างต้นว่า การเลือกนักเตะ ไม่ว่าจะเก่งเพียงใดก็ตามหากไม่เข้ากับระบบนี้ เขาก็ไม่สนใจ แต่ถ้าเป็นนักเตะโนเนมแล้วสามารถเล่นเข้ากับระบบนี้ได้ เขาก็ไม่รีรอที่จะเซ็นสัญญาเข้าร่วมทีมทันที หนึ่งในนักเตะโนเนมที่เขาเซ็นเข้าร่วมทีมแล้วกลายเป็นนักเตะระดับโลกไปแล้วนั่นคือ “Andrew Robertson” กองหลังของทีมนั่นเอง
 
2. ความเอาใจใส่และการเข้าถึงทุกคน – สิ่งที่ Jurgen Klopp ทำทุกครั้งหลังจากจบเกมการแข่งขัน ไม่ว่าผลจะจบลงด้วยชัยชนะ เสมอ หรือความพ่ายแพ้ก็คือ การเข้าไปสวมกอดผู้เล่นทุกคนอย่างอบอุ่นไม่เว้นแม้แต่นักเตะทีมคู่แข่ง จนทำให้นักเตะทีมคู่แข่งหลายคนถึงกับเอ่ยปากว่า ชอบวิธีการดูแลลูกน้องของ Klopp เป็นอย่างมาก หากมีโอกาสอยากจะได้ร่วมทีมกับผู้จัดการทีมคนนี้ การที่เขาทำเช่นนี้ไม่ได้เป็นการทำแบบเสแสร้ง แต่เป็นการทำออกมาจากใจ เพราะเขาให้ความสำคัญกับนักเตะทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวจริง ตัวสำรองหรือแม้กระทั่งนักเตะเยาวชน เนื่องจากเขาพูดอยู่เสมอว่า “ในความสำเร็จของการแข่งขัน 30% คือเรื่องของแท็กติกการแข่งขัน ส่วนอีก 70% ที่เหลือ คือการสร้างทีม”
 
3. กลยุทธ์สร้างความรู้สึกปลอดภัย – Jurgen Klopp เชื่อว่า หากเมื่อใดก็ตามที่คนมีความรู้สึกปลอดภัย เขาก็จะกล้าและพร้อมที่จะกล้ารับกับความเสี่ยงในเรื่องต่าง ๆ ได้ดีมากกว่าในขณะที่คนมีความรู้สึกกังวลและเครียด ดังนั้น เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นภายในทีม เขาแทบจะไม่เคยตำหนิใครในทีมเลยแม้แต่คนเดียว เพราะเขารู้ว่าผลที่ได้จะไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป แต่สิ่งที่เขาจะทำคือให้กำลังใจ แนะนำจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้นักเตะเกิดความมั่นใจว่า “หัวหน้าจะไม่ทิ้งเราแน่นอน” ดังเช่น กรณีของ Fabinho ที่ตอนเข้าร่วมทีมใหม่ ๆ เขายังไม่ส่งลงสนามทันที นั่นเป็นเพราะว่าต้องการให้ศึกษารูปแบบ วิธีการเล่น ระบบการเล่นของทีมให้เข้าใจเสียก่อน กว่า 6 เดือนที่ต้องนั่งสำรอง กว่า 6 เดือนที่ต้องศึกษาเรียนรู้ แล้วในที่สุด Fabinho ก็กลายเป็นนักเตะตัวจริงที่ทีมขาดไม่ได้ ซึ่งนักเตะคนนี้ก็เข้าใจดีว่า สิ่งที่ Klopp ปฏิบัติกับเขานั้น มีเหตุผลสำคัญอย่างลึกซึ้ง จึงยอมทำตามโดยไม่ปริปากบ่นหรืออยากจะออกจากทีมทั้งที่ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองเลย นั่นเป็นเพราะเขารู้สึกปลอดภัยในอาชีพตัวเองที่หากทำเช่นนั้น จะมีโอกาสได้ลงเล่นเป็นตัวจริงแน่นอน
 
4. ทุกสิ่งทุกอย่างคือข้อมูลสำคัญ – ในยุคของข้อมูลครองโลก Klopp ก็ไม่พลาดที่จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่มากมายในการบริหารและพัฒนาทีม จะบอกได้ว่า ลิเวอร์พูลคือทีมที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลมากกว่าสโมสรใด ๆ ในยุโรปโดยการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ (Data Analytics) และลิเวอร์พูลก็ยังเป็นสโมสรเดียวที่มีนักคณิตศาสตร์ในระดับดอกเตอร์ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการคัดสรรนักเตะเข้ามาในทีม ตลอดจนสามารถวิเคราะห์เกมการเล่นในแต่ละนัดได้ด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการซื้อนักเตะแต่ละคนของ Jurgen Klopp จึงไม่ง่ายเหมือนกับทีมอื่น ๆ ที่ซื้อได้ง่ายดายเหลือเกิน แต่ซื้อมาแต่ละครั้งก็ล้วนเป็นนักเตะคุณภาพทั้งสิ้น ซื้อมา 8 ล้านปอนด์ พัฒนาจนกลายเป็นนักเตะระดับราคา 100 ล้านปอนด์ได้ เพราะข้อมูลจะทำให้เกิดการพัฒนาที่ตรงประเด็นมากขึ้นนั่นเอง
 
นี่คือ 4 กลยุทธ์หลักของ Jurgen Klopp ที่นำความสำเร็จกลับมาสู่ถิ่นแอนฟิลด์อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานร่วม 30 ปี ต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความต่อเนื่อง ว่าจะยังคงรักษาระดับหรือเพิ่มพูนความสามารถในการเล่นฟุตบอลของทีมต่อไปได้อีกหรือไม่ เพราะแน่นอนว่า ฤดูกาลหน้าทุกทีมย่อมต้องการที่จะเอาชนะทีมที่เป็นแชมป์มากที่สุด ต้องรอดูกันครับ
 
 
ติดต่องานได้ที่ 09-405-79569
บริษัท รีบอร์น เจอร์นี่ จำกัด 461/1 ลาดพร้าว 64 แยก15
 เเขวง วังทองหลาง เขตวังทองหลางกรุงเทพ 10310
 
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn