reborn training รับ จัดอบรมสัมนา พัฒนาบุคคลากร พิธีกร วิทยากร ประชุม กิจกรรมกลุ่ม
REBORN TRAINING ให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษา และ รับจัดงาน อบรมสัมมนา TeamBuilding กิจกรรมสันทนาการต่างๆให้กับ องกรณ์ รัฐ และ เอกชน เรามีอาจารย์ ที่มีความสามารถ เฉพาะด้าน รับทั้งความรู้ความสนุกไปกับเรา Reborn Training

5 กลยุทธ์ ในการพลิกมุม ความคิด

5 กลยุทธ์ในการพลิกมุมคิด 5 กลยุทธ์ ในการพลิกมุม ความคิด ดร.กฤติพงศ์ Reborn Training
5 กลยุทธ์ในการพลิกมุมคิด
 
ย้อนหลังไปเมื่อปี ค.ศ.1919 มีนักเขียนการ์ตูน หนุ่มคนหนึ่งถูกไล่ออก จากงานที่สำนักงาน หนังสือพิมพ์ Kansas City 
 
Newspaper บก.ของเขาบอกว่า “เขาไม่มีความคิดสร้างสรรค์พอ ที่จะทำงานที่นี่ ไปหางานที่อื่น ที่เหมาะกับตัวนายเถอะ” 
 
ซึ่งสิ่งที่นักเขียนหนุ่มคนนั้นได้รับคือ คำพูดที่ออกมาจากวิธีคิดเชิงลบ แล้วถ้าเด็กหนุ่มคนนั้นเก็บแนวคิดของนายจ้างคนนั้นมา
 
ใส่ใจ วันนี้โลกก็จะไม่มีชายที่ชื่อว่า “Walt Disney”
 
ดีสนีย์เป็นคนที่มักจะสร้าง ความแตกต่าง หรือคิดออกจากแนวคิดเดิม ๆ เสมอ เขาเชื่อว่าการคิดแบบนี้ แหละที่จะทำให้เขา
 
ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้เขาก็ยังฟังเสียงจากใจ ของตัวเองเพื่อใช้เป็นแรงกระตุ้น ให้เกิดความพยายาม อีกด้วย 
 
เขาใช้พลังจากการการ “คิดเชิงบวก” ที่จะช่วยส่งเสริมให้เขา ก้าวสู่ความสำเร็จ แทนที่จะต้องศิโรราบ ให้กับความกลัว
 และ ความล้มเหลว แล้วพวกเราล่ะ สามารถนำแนวคิด กับประสบการณ์ในการคิดเชิงบวก ของดีสนีย์เพื่อ นำมาใช้ในการ
 
 สร้างประโยชน์ให้กับชีวิตของเราแล้วหรือยัง
 
คิดเชิงบวก คืออะไร?
 
คิดเชิงบวก หรือทัศนคติเชิงบวก คือ อารมณ์ความรู้สึก และวิธีคิด วิธีมองโลก พูดง่าย ๆ ก็คือ “วิธีการแปลความหมายของ
 
สถานการณ์ที่ เกิดขึ้นอยู่รอบตัวเรานั่นเอง” เป็นวิธีคิดที่จะทำให้เรา พุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์ ที่ดีที่เราคาดหวังไว้ซึ่งจะเป็นประโยชน์
 
กับตัวเรา มันก็คือสิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้ว่า เราจะมีความสุข มีสุขภาพที่ดี 
 
ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเราก็สามารถฝึกฝนและปลูกฝังวิธีคิดแบบนี้ในตัวของเราได้ตลอดเวลา
 
แล้วพลังแห่งการคิดเชิงบวกนี่สำคัญอย่างไร? จริง ๆ มันก็สามารถสร้างสรรค์และหยุดยั้งพฤติกรรมบางอย่าง
 
ได้ในตัวของมันเอง ความคิดของเราก็ส่งผลต่อการแสดงออกของเรา และการแสดงออกของเรา
 
 ก็ส่งผลต่อความสำเร็จในหน้าที่การของตัวเอง อีกทั้งมันยังมีอิทธิพลต่อคุณภาพของการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
 
ได้อีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังสามารถทำให้เรามองโลกได้กว้างขึ้น ประโยชน์ของการคิดเชิงบวกที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มันยังน้อยเกิน
 
ไปด้วยซ้ำ มันยังมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิดซะอีกนะ
 

แนวทางในการควบคุมและใช้ประโยชน์จากพลังแห่งการคิดบวก ของ 5 กลยุทธ์ในการพลิกมุมคิด

หากต้องการจะเรียนรู้ ฝึกฝนเรื่องการคิดเชิงบวกจริง ๆ แล้วล่ะก็ ขั้นแรกเลยนะครับต้องหัดเป็นคนมองโลกตามความเป็นจริงให้ได้เสียก่อน ดีก็ว่าดี ไม่ดีก็ว่าไม่ดี ไม่ใช่แค่มองโลกในแง่ดีแบบทุกอย่างดูดี โลกสวยไปซะทุกอย่าง และต้องไม่เกิดอารมณ์กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมกำลังหมายถึงให้เราแยกอารมณ์ออกจากสถานการณ์ให้ได้ เช่น หากเราพบกับงานยาก บางคนอาจจะเกิดอารมณ์ความรู้สึกหงุดหงิดว่าทำไมต้องเป็นเราที่ได้งานยาก ๆ แล้วเพื่อนได้งานง่าย ๆ ไปทำ ก็ให้เราทำอารมณ์เฉย ๆ กับสิ่งนั้น ไม่หงุดหงิดหรือถ้าหงุดหงิดก็ต้องกลับมาให้เร็วที่สุด แล้วคิดต่อไปว่า “ดีจัง ได้งานยาก ๆ เพราะนั่นคือการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปอีก เพราะถ้าได้งานง่ายเราก็ไม่ได้ยกระดับตัวเองสิ” แค่นี้ก็คิดบวกแล้ว เพราะเราคือคนที่กำหนดวิธีคิดของเราเอง เนื่องจากบางครั้งหรือบ่อยครั้งที่เราไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราได้ แต่เราสามารถควบคุมวิธีคิดและพฤติกรรมของเราในการตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นได้ และถ้าหากคุณอนุญาตให้ตัวเองเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเอง เปิดใจกว้างแล้ว แสดงว่าคุณพร้อมที่จะรับพลังแห่งการคิดบวกทั้ง 5 แนวทางไว้ในอ้อมใจแล้วล่ะ
 
1. ควบคุมและรักษาสถานภาพของตัวเองไว้
ใช่หรือไม่ว่า เวลาที่เราเจอกับวันที่เลวร้าย เรามักจะแสดงออกผ่านทางภาษากาย เช่น ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างเหนื่อยหน่าย แม้แต่จะสบตากับใครก็ทำได้ยากยิ่งนัก (ดั่งผีปอบเพิ่งกินเลือดไก่มา) และเห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจสักอย่าง นั่นเป็นเพราะว่าเรากำลังขาดการยับยั้งชั่งใจและอนุญาตให้สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบกายมาควบคุมเราแทน ซึ่งเป็นท่าทีที่ขาดพลังอย่างยิ่ง ใจเรากำลังบอกว่ามันไม่มีอะไรง่ายเลย ฉันโกรธ ฉันเศร้า ฉันอยากอยู่คนเดียว ความรู้สึกเหล่านี้มันจะสร้างภาษากายแย่ ๆ ที่บอกว่าสภาพจิตใจเราแย่ขนาดไหน
 
คิดเชิงบวก นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องแค่สมอง จิตใจหรือความคิดเท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวข้องกับร่างกายของเราด้วยนะ เราควบคุมร่างกายโดยใช้ความภาคภูมิใจหรือพร้อมที่จะแสดงออกผ่านแนวคิดเชิงบวกของตัวเราเอง ซึ่งการแสดงออกของเรานั้นไม่เกี่ยวกับกิริยาส่วนตัวแต่เกิดจากความรู้สึกเข้มแข็งที่ไปในทางบวก ความพยายามที่เราระงับความรู้สึกกังวลนั้น เหมือนกับการทำให้เรารู้สึกรำคาญหรือปั่นหัวเราให้วุ่นวาย เทคนิคที่จะทำแบบนี้ได้เราจะต้องหัดสังเกตตัวเราเองให้เร็วพอกันกับหรือเร็วกว่าการสร้างอารมณ์หงุดหงิดกังวลในตัวเราหรือให้เร็วก่อนที่เราจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ด้วย หากเราควบคุมร่างกายของเราให้อยู่ในท่าทีที่เปี่ยมด้วยพลังแล้ว การคิดเชิงบวกก็จะสามารถทำได้อย่างลื่นไหลและเป็นอิสระ
 
เราเองสามารถเลือกใช้วิธีการแสดงออกผ่านภาษากายเพื่อที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์แบบเชิงบวกได้ ซึ่งสามารถวาดหรือจินตภาพหรือให้คนรอบข้างมองเราในแบบที่เราเป็นได้ ถ้าให้ง่ายกว่านั้นก็คือ สร้างผลกรรมในเชิงบวกจากการคิดเชิงบวก โดยเริ่มต้นตอบคำถามว่า
วันนี้เราได้ทำดีกับใครสักคนแล้วหรือยัง?
วันนี้เราได้ทำอะไรที่สร้างคุณค่าให้ตัวเราเองหรือสังคมแล้วหรือยัง?
วันนี้เราได้มอบสิ่งดีให้ใครสักคนแล้วหรือยัง?
เมื่อเราคิดหาคำตอบและเริ่มต้นลงมือทำตามทั้ง 3 ข้อได้ซึ่งเป็นแสดงออกผ่านภาษากายของเราเอง เมื่อนั้นเราก็สามารถควบคุมพฤติกรรมการแสดงออกของตัวเองได้ทันที
 
2. ปรับวิธีคิดของเรา
การปรับปรุงสรีระหรือท่าทางของเราในการคิดเชิงบวกเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจจะไปกระตุ้นหรือเปิดมุมคิดเชิงลบของคนรอบข้างได้ เพราะวิธีคิดของเราที่ไหลผ่านความคิดและความรู้สึกของเราที่แสดงออกอาจจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่ากำลังถูกครอบงำทางความคิดอยู่ก็เป็นได้ หากวิธีคิดของเราไม่ถูกต้อง ทุกสิ่งทุกอย่างรอบ ๆ ตัวเราก็จะดูแย่ลงตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราอยู่ที่สนามบินและเครื่องบินที่เรากำลังขึ้นเกิดล่าช้าขึ้นมาด้วยเหตุผลของความปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่สายการบินก็เข้ามาตรวจสอบเราด้วยท่าทีที่รุนแรงและหยาบคาย พนักงานคนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงบังเอิญได้ยินเข้า ก็เข้ามากล่าวคำขอโทษและเลื่อนตั๋วของเราให้ไปนั่งในชั้น business class
 
เมื่อเครื่องบินขึ้น เราจะคิดอย่างไรกับสถานการณ์เหล่านี้การที่เรากำลังถูกจ้องมองจากผู้โดยสารคนอื่นนั้น เป็นเพราะเห็นเหตการณ์ทะเลาะของเราที่สนามบิน หรือถูกมองเป็นเพราะเราได้เลื่อนชั้นที่นั่งแถมยังได้เครื่องดื่มฟรีอีกต่างหาก?
ท่านจะคิดว่าความล่าช้านั้นทำให้เราเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์หรือเป็นหนทางที่จะใช้เวลาในการทบทวนตัวเอง?
เราจะย้อนกลับมาใช้พลังแห่งการคิดเชิงบวกแบบอัตโนมัติหรือให้การคิดเชิงลบมาครอบงำตัวเรา?
 
เราสามารถเลือกที่จะสนใจว่าจะใช้วิธีคิดแบบบวกหรือลบได้ในสถานการณ์นี้ แต่หากเราเลือกมุ่งไปที่อะไรก็ตามที่มารบกวนความรู้สึกของเรา นั่นก็จะเป็นการที่อนุญาตให้ผลกระทบทางลบเริ่มทำงานกับชีวิตของเรา เรากำลังดึงดูดสถานการณ์ลบ ๆ มาหาเรามากขึ้น จำไว้ว่าคนรอบข้างเราไม่อยากจะผูกสัมพันธ์กับคนที่หน้าบึ้งหรือมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรหรอกนะ เราควรจะลืมเหตุการณ์นั้นไปซะ เราจะต้องบอกตัวเองให้จัดการกับสถานการณ์และเริ่มต้นที่จะเชื่อว่าการคิดเชิงบวกนั้นไม่ใช่เรื่องไกลเกินกว่าที่เราจะเข้าถึง
 
เราอาจจะลดระดับความคาดหวังของเรากับคนรอบข้างลง ว่าเขาจะต้องเป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้ในแบบที่เราต้องการ และเลิกคิดแทนคนอื่น ๆ ได้แล้ว เพราะว่ามันจะเป็นการกัดกร่อนความสัมพันธ์ที่กำลังจะค่อย ๆ เริ่มต้น
การคิดบวกจะทำให้เราก้าวข้ามอารมณ์โกรธและความไม่สะดวกสบายทั้งปวง จะทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับช่วงเวลานั้น ๆ ด้วยความมีสติ และสติของเราจะทำให้เรามุ่งไปเฉพาะช่วงเวลาที่เป็นบวกในชีวิตเท่านั้น เราจะต้องเร่ิมต้นปรับกรอบวิธีคิดของเรา ปลูกฝังวิธีคิดเชิงบวกให้กว้างและปิดประตูการคิดเชิงลบให้สนิทแน่นนาน
 
3. เรียนรู้พฤติกรรมตัวเองและสร้างตัวตนขึ้นใหม่
เราจะไม่สามารถสร้างอุปนิสัยใหม่ ๆ และควบคุมเพื่อใช้ประโยชน์จากพลังแห่งการคิดเชิงบวกได้ หากเรายังไม่รู้จักตัวตนของเราในปัจจุบัน ซึ่งมันจะเป็นการทำให้เราหลงอยู่ในวังวนของการคิดเชิงลบอย่างไม่ต้องสงสัย
 
บางครั้งเราอาจจะรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเริ่มต้นคิดถึงการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งในงานของตัวเอง ความคิดของเราเช่นนี้กำลังผลักเราเข้าสู่มุมมืดและการคิดเชิงบวกของเราจะบินหนีออกนอกหน้าต่างไปในทันที ลองคิดดูนะว่าเราเข้ามาทำงานที่นี่นานแค่ไหนและเริ่มคิดว่าเราไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเลยตั้งแต่เข้ามา แล้วเจ้านายจะรู้หรือเปล่านะ? พวกเขาอาจจะไม่ได้คิดถึงฝีมือในการทำงานของเราเลยด้วยซ้ำ แล้วเราก็เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับทักษะของตัวเอง ซึ่งก็น่าแปลกในนะที่เรายังทำงานที่นี่อยู่ได้ เอ๊ะ หรือเราควรจะไปจากที่นี่ซะที
 
คิดดูนะ ว่าเวลาที่เราเสียไปกับการตกหลุมความคิดแบบนี้ ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่ไม่เป็นผลมันดูเหมือนว่าจะทำให้เราเหลืออดเหลือทนแล้ว ซึ่งมาจากการประมวลผลทางจิตของเราเอง และหากเรายังคิดลบกับเรื่องเหล่านี้ อย่างแย่ที่สุดนะมันอาจไม่ได้ทำให้เราถึงขั้นล้มเหลวแต่เราจะหยุดอยู่กับที่ไปไหนไม่ได้ และถ้าเราไม่เติบโต เราก็ตาย หากเราล้มอย่างน้อยเราก็เรียนรู้ได้ใหม่
 
มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราล้มล้างระบบการคิดเชิงลบของเราเอง แล้วมุ่งเน้นมาใช้พลังบวกและพัฒนาพฤติกรรมที่มาจากการคิดเชิงบวก หยุดและทำลายความกังวลที่มันมาขัดขวางการคิดเชิงบวก หากเราสามารถหยุดหรือตัดรูปแบบการคิดเชิงลบออกไปได้ เราจะสามารถยกระดับการคิดเชิงบวกของตัวเราเองได้ ซึ่งเรื่องนี้สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ โดยการหยุดคิดในมุมลบ หยุดพูดคำพูดที่ส่งผลลบกับตัวของเราและคนรอบข้าง ถ้าทำเช่นนั้นได้ ความกลัวจะไม่สามารถทำอะไรเราได้อีก นั่นแหละครับคือพลังแห่งการคิดเชิงบวก
 
4. ระมัดระวังเรื่องการเลือกคำพูด
อีกหนึ่งอุปนิสัยที่มีความสำคัญต่อการคิดเชิงบวก นั่นก็คือการปรับวิธีการพูดหรือการสื่อสาร คำพูดที่เราเลือกใช้ ไม่ว่าจะใช้ในการพูดคุยกับคนรอบข้างหรือการพูดกับตัวเอง ล้วนมีผลอย่างมากต่อวิธีคิดของเราเอง จากการศึกษาเรียนรู้ ผมค้นพบว่าการพูดเชิงบวกกับตัวเองจะช่วยพัฒนาภาษากายของเราให้ดีขึ้น ช่วยให้คนรอบข้างควบคุมอารมณ์ได้ด้วย คำพูดที่เราเลือกใช้ในการสื่อสารนั้นสะท้อนสิ่งที่คนรอบข้างปฏิบัติต่อเรา ซึ่งเป็นการสร้างผลกรรมจากการที่เราคิดบวกหรือคิดลบนั่นเอง
 
ก่อนที่เราจะสามารถเลือกใช้คำพูดที่แตกต่างออกไปได้ เราจำเป็นจะต้องรู้ว่าคำพูดไหนที่ควรจะใช้ ลองจดหรือเขียนก่อนว่าเราจะอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างไรถ้าเราต้องไปสื่อสารกับคนอื่น โดยเฉพาะการอธิบายอารมณ์ของตัวเอง จากภารกิจนี้ เรารู้สึกหวาดกลัวในการนำเสนอหรือเพียงแค่กังวลเล็กน้อยว่า หากเขาไม่เข้าใจเราจะโกรธเขาหรือเพียงแค่รู้สึกรำคาญเล็กน้อยเท่านั้น? และเมื่อเราย้อนกลับไปที่คำพูดของเรา แล้วก็เลือกใช้คำที่ไม่กระตุ้นอารมณ์เวลาคุยกัน เราก็จะพบกับวิธีคิดที่เข้าใกล้กับการคิดเชิงบวกแล้ว
 
หลายคนค้นพบวิธีที่จะช่วยในเรื่องนี้โดยการเขียนคำเชิงลบที่ใช้หรือได้ยินระหว่างวันลงไปในกระดาษ แล้วก็แปลงคำพูดลบนั้นเป็นคำพูดเชิงบวก หลังจากนั้นก็จำใส่ใจและนำไปใช้ทุกครั้งที่สื่อสารกับคนอื่น ๆ โดยเริ่มต้นกับคนใกล้ตัวที่เราเห็นว่าเขาใช้คำพูดเชิงลบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือที่บ้านก็ตาม และอย่าหลงตามไปกับความคิดลบของเขาเหล่านั้นล่ะ จงใช้ช่วงเวลานั้นในการฝึกและเริ่มสร้างวิธีคิดเชิงบวกจากการเลือกใช้คำพูดของเราเอง
 
5. เฝ้ามองสิ่งที่ชื่นชม
ลองคิดถึงใครสักคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเราอย่างลึกซึ้ง ซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนสนิท สมาชิกในครอบครัวของเราเอง แม้กระทั่งใครบางคนที่เรารู้จักแต่อาจจะไม่เคยพบเจอกัน เช่น บรรดาไอดอล เซเลบที่เราชอบ นักกีฬาอาชีพ หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ คนเหล่านั้นเขามีคติประจำใจในการใช้ชีวิตอย่างไร? เขาเหล่านั้นสามารถปลดล็อคตัวเองไปสู่ชีวิตที่โดดเด่นจากการมีนิสัยคิดบวกได้อย่างไร?
 
มีโอกาสอยู่ตลอดเวลาที่จะให้เราใช้พลังแห่งการคิดบวกในการค้นหาความสำเร็จ ซึ่งเราทุกคนก็สามารถทำได้เช่นกัน เมื่อเรารู้สึกผิดหวัง ล้มเหลว ท้อแท้ไปกับอุปนิสัยเชิงลบที่เราเป็นอยู่ นอกจากนี้ก็ยังมองไม่เห็นวี่แววที่จะกลับมาคิดบวกได้ ลองใช้ใครสักคนที่เราเคารพชื่นชมเป็นต้นแบบสิ แล้วศึกษาให้ได้ว่าเราจะแปลงวิธีคิดลบมาเป็นวิธีคิดบวกแบบเขาได้อย่างไร แล้วเขียนลงไปในกระดาษ ติดไว้ในที่ที่เราจะมองเห็นอยู่เสมอ เช่น ตู้เย็น หรือข้างหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เราต้องใช้เป็นประจำ ถ้าหากคนที่เราชื่นชมเป็นคนที่เรารู้จักอย่างใกล้ชิด เราอาจจะให้เขาเป็นพี่เลี้ยงให้เราก็ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ที่จะทำให้เราเป็นคนคิดบวก เพราะการอยู่ใกล้คนที่คิดบวก เราก็จะดูดพลังคิดบวกของเขามาสู่ตัวเราด้วย เอาล่ะ จะรออะไรล่ะครับ โทรหาเขาเลยแล้วก็ให้เขาแบ่งปันวิธีการคิดบวกให้เรา
 
ทิ้งท้าย
 
การคิดบวก สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้มั้ย?
คำตอบคือ “ใช่” การคิดบวกสามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้ การศึกษาเรื่องนี้ค้นพบว่า “การคิดบวก” จะช่วยทำให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ทำให้เรามีเพื่อนมากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ที่มีชีวิตที่เปลี่ยนไปเพราะการคิดบวกนั้นเป็นเพราะ “กฎแห่งแรงดึงดูด” นี่เป็นไอเดียที่เราจะต้องให้ความสำคัญอย่างมาก และถ้าเรายึดวิธีคิดบวกแล้วปฏิบัติอย่างคงเส้นคงวา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเรา ถ้าเราให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นลบในชีวิต ประสบการณ์ชีวิตของเราก็จะมุ่งไปในทางลบ หากเราให้ความสำคัญกับเรื่องบวก ๆ โลกทั้งใบก็จะเปิดกว้างสำหรับเรา
 

CR.ดร.กฤติพงศ์ Reborn Training

ติดต่องานได้ที่ 09-405-79569
บริษัท รีบอร์น เจอร์นี่ จำกัด 461/1 ลาดพร้าว 64 แยก15
 เเขวง วังทองหลาง เขตวังทองหลางกรุงเทพ 10310
 
  
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn