reborn training รับ จัดอบรมสัมนา พัฒนาบุคคลากร พิธีกร วิทยากร ประชุม กิจกรรมกลุ่ม
REBORN TRAINING ให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษา และ รับจัดงาน อบรมสัมมนา TeamBuilding กิจกรรมสันทนาการต่างๆให้กับ องกรณ์ รัฐ และ เอกชน เรามีอาจารย์ ที่มีความสามารถ เฉพาะด้าน รับทั้งความรู้ความสนุกไปกับเรา Reborn Training

5 ขั้นตอนสำคัญของผู้นำองค์กรในการรับมือสถานการณ์วิกฤต (กรณี COVID-19)

5 ขั้นตอนสำคัญของผู้นำองค์กรในการรับมือสถานการณ์วิกฤต (กรณี COVID-19)
5 ขั้นตอนสำคัญของผู้นำองค์กรในการรับมือสถานการณ์วิกฤต (กรณี COVID-19)
 
ต้องเรียนทุกท่านแบบนี้ครับว่า สถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 ที่ระบาดไปในทั่วโลกมาตั้งแต่ต้นปีมานี้ นับว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกของเราไปในหลาย ๆ ด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จะสังเกตเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานในองค์กร รวมไปถึงพฤติกรรมหรือการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ทั้งนี้ แนวทางในการจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวสำหรับผู้นำที่มีหน้าที่นำพาองค์กรหรือประเทศไปสู่ปรากฎการณ์ความปกติใหม่ หรือฐานวิถีชีวิตใหม่ (ที่ราชบัณฑิตได้ให้ความหมายไว้) ที่เราเรียกกันว่า “New Normal” นั้นมีทั้งหมด 5 ประการด้วยกัน แต่ก่อนอื่นเราลองมาทำความเข้าใจคำว่า New Normal กันสักหน่อยนะครับ
 
New Normal เป็นคำที่มีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมีในช่วงที่สถานการณ์ไวรัสโควิดระบาด ซึ่งผมว่าเราสามารถไปค้นหาคำอธิบายได้ใน google ซึ่งมีผู้เขียนไว้มากมาย แต่ที่ผมจะอธิบายต่อก็คือ ความเห็นส่วนตัวของผมกำลังมองว่า เรากำลังเข้าใจคำว่า New Normal คลาดเคลื่อนไป หลายคนคิดว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไปเลย เปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิตไปเลย ชีวิตเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
 
ผมจะบอกว่าเราไม่ได้เปลี่ยนอะไรขนาดนั้นหรอก ก็คงมีเปลี่ยนเป็นบางเรื่องเท่านั้นแหละ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลายคนคงมีโอกาสได้ทำงานในรูปแบบที่เรียกกันว่า “Work From Home” หรือทำงานจากที่บ้าน แล้วหลายคนก็คิดไปว่า ต่อจากนี้ไปนี่จะเป็นรูปแบบหรือวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงไปนับจากนี้ ซึ่งในความเห็นผมว่าไม่ทั้งหมด 100% หรอก เพราะเมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์สงบลง เราก็กลับไปทำงานเหมือนเดิม แต่อาจจะมีเพียงแค่บางตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น ที่อาจจะทำงานจากที่บ้านได้ แต่สุดท้ายก็ต้องมีเวลาเข้าที่ทำงานสักวันหรือสองวันต่อสัปดาห์ หรือ การสั่งซื้อของแบบออนไลน์ ที่เติบโตมากในช่วงวิกฤตแบบนี้ แล้วเราก็บอกกันว่านี่คือ New Normal ของการช้อปปิ้ง แล้วเป็นยังไงกัน พอผ่อนคลายรอบ 2 ห้างเริ่มเปิด คนก็ยังแห่กันไปเบียดเสียดยัดเยียดกันในห้างเหมือนเดิม
 
New Normal นั้นอาจจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงจริง แต่ก็เป็นเพียงแค่การปรับเปลี่ยนเท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และเป็นการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดของวิธีการเท่านั้น แต่กระบวนการหรือภารกิจหน้าที่หลักนั้นยังคงเดิม เช่น เราใช้แอพมือถือในการโอนเงิน นั่นก็แค่เปลี่ยนวิธีการโอนเงินเท่านั้น ซึ่งกระบวนการหลักนั่นก็คือการโอนเงินเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนวิธี แต่ New Normal แบบตัวอย่างนี้ เป็นวิธีที่ค่อย ๆ ซึมเข้าไปในพฤติกรรมคนมานานแล้ว ไม่ใช่ปุปปับเปลี่ยนทันที แปลว่าพฤติกรรมแบบ New Normal จะฝังเข้าไปในกิจวัตรของคนต้องใช้เวลาครับ ดูสิทุกวันนี้ผมยังเห็นคนเดินถือเงินไปโอนที่เคาน์เตอร์ธนาคารอยู่เลย
 
แต่พฤติกรรม New Normal บางอย่างก็มาเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง เดี๋ยวก็กลับไปเหมือนเดิมและอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ ดีตรงที่มีมาตรการในการดูแลความสะอาดที่มีคุณภาพมากขึ้นนั่นเอง ดังเช่น ร้านอาหารร้านหนึ่งที่ปรับวิธีการใช้บริการของลูกค้า โดยให้นั่งโต๊ะละหนึ่งคน แล้วนำมาสคอตของร้านที่เป็นรูปมังกรมานั่งด้วย แต่ท้ายที่สุดเมื่อสถานการณ์สงบ ร้านก็สามารถเปิดให้ลูกค้าเข้าไปนั่งกินได้เหมือนเดิม โต๊ะละ 4-5 คน แต่ปรับวิธีการรักษาความสะอาดให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น ก็เท่านั้นเองแหละ หรือการใส่ mask, face shield เราก็ใส่กันเฉพาะตอนที่มีโรคระบาดรุนแรง แต่พอควบคุมโรคได้หรือมีวัคซีนในการรักษา เราก็กลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมไม่ต้องใส่ mask, face shield กันอีกต่อไป ดังนั้น New Normal ไม่ได้แปลว่า Change เสมอไปครับ ซึ่งการปรับแบบนี้จะมีสถานการณ์วิกฤตเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนเร่งเร้าให้เกิด New Normal ขึ้น
 
แต่ New Normal อาจจะเป็นแบบที่สองก็ได้คือ ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนในรายละเอียดของขั้นตอน กระบวนการจนในที่สุดก็คือเราเปลี่ยนพฤติกรรมไปโดยไม่รู้ตัว สมัยก่อนเราส่งข้อความถึงกันโดยการเขียนจดหมายแล้วส่งหากันทางไปรษณีย์ (จนมีงานอดิเรกคือการสะสมแสตมป์) ถัดมาพอเริ่มเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี เริ่มมีเพจเจอร์ซึ่งช่วงแรกเป็นอุปกรณ์ของนักธุรกิจที่รับข้อความได้แค่เบอร์ให้โทรกลับเท่านั้น แต่พอเริ่มส่งข้อความได้ก็เริ่มใช้เป็นอุปกรณ์ในการส่งข้อความ แต่ก็เป็นเพียงข้อความสั้น ๆ ซึ่งก็ได้รับความนิยมมาก จากเครื่องมือของนักธุรกิจก็ลามลงไปถึงระดับนักเรียน นักศึกษา ต่อมามีโทรศัพท์มือถือที่สามารถส่งข้อความได้ที่เรียกกันว่า SMS เพจเจอร์ก็หายไป ในยุคถัดมาก็ MSN จนมาถึง Line Facebook ที่ส่งข้อความคุยกันได้ รูปแบบการส่งข้อความในรูปแบบของจดหมายก็เลือนหายไป นี่เป็นอีกแบบที่เป็นการเปลี่ยนแบบ New Normal ที่ค่อย ๆ ปรับมาเรื่อย ๆ และ New Normal แบบนี้แหละที่เปลี่ยนโดยมีสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยเป็นตัวขับเคลื่อน
 
แบบที่สามของการเกิด New Normal ปรับแล้วปรับเลย แบบที่เรากำลังพบเจอกันในปัจจุบันนี้แหละครับ คือเมื่อเราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือการทำงานเนื่องจากสถานการณ์วิกฤต ปรากฎว่าพฤติกรรมที่เราปรับเปลี่ยนกันในช่วงเวลาวิกฤต กลับมีประสิทธิภาพมากกว่าพฤติกรรมเดิม ๆ ของเราในสถานการณ์ปกติที่ผ่านมา เราก็เลยตัดสินใจว่าจะใช้พฤติกรรมนี้ต่อไปในการทำงานหรือในชีวิตส่วนตัวของเรา เช่น ในช่วงที่ผ่านมาเรามีความจำเป็นท่ีจะต้องทำงานจากที่บ้าน เนื่องจากการรณรงค์ให้อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ แต่เราพบว่าการ WFH เป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพและได้ผลดีกว่าการทำงานในที่ทำงานเหมือนเมื่อก่อน องค์กรจึงปรับเปลี่ยนให้มีการทำงานที่บ้านสำหรับพนักงานต่อไป หรือเราจำเป็นต้องออกกำลังกาย (ทั้งที่ไม่เคยออกกำลังมาก่อน) เนื่องจากต้องสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายจะได้ป้องกันโรคโควิด พอสถานการณ์โรคระบาดควบคุมได้แล้ว เราเห็นว่าการออกกำลังกายมันดีต่อร่างกาย จึงเปลี่ยนพฤติกรรมมาเป็นออกกำลังกายเป็นกิจวัตรทุกวัน ซึ่ง New Normal แบบนี้ที่ปรับเปลี่ยนโดยมีสถานการณ์วิกฤตเป็นตัวเริ่มต้นให้เปลี่ยนและเรามองเห็นประโยชน์ของพฤติกรรมใหม่จึงตัดสินใจปรับพฤติกรรมทันที ซึ่งอาจจะเป็นพฤติกรรมที่ปรับจากของเดิมหรือเป็นพฤติกรรมที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ก็ได้ครับ
 
เอาล่ะครับ ที่นี้ก็มาถึง 5 ขั้นตอนของผู้นำในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต กรณีโควิด 19 กันสักทีครับ แต่ก็นำไปใช้กับสถานการณ์วิกฤตอื่น ๆ ได้เหมือนกันนะครับ
 
ขั้นตอนที่ 1 Resove ลงมือจัดการกับปัญหา
ผู้นำจะต้องตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ดำเนินการตัดสินใจด้วยข้อมูลที่มีอย่างเด็ดขาด และต้องสามารถจัดลำดับความสำคัญให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ กรณีนี้เราอาจจะต้องการผู้นำที่มีประสบการณ์ในการจัดการวิกฤตการณ์มาก่อน ซึ่งเราก็ต้องทำใจว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนั้นมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้นำที่มีความสามารถจะต้องใช้ผู้ที่มีความสามารถในประเด็นวิกฤตนั้น ๆ มาบริหารจัดการ โดยตนเองเป็นหัวหน้าทีมในการบริหารสถานการณ์ ซึ่งผู้นำที่มีความเข้มแข็งทางใจ เมื่อเกิดวิกฤตการณ์จะแสดงการตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีโดยไม่รีรอให้สถานการณ์บานปลาย
 
ขั้นตอนที่ 2 Resilience เริ่มปฏิบัติการฟื้นตัว
วิกฤตการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบให้กระบวนการดำเนินงานขององค์กรต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และบางครั้งการปรับกระบวนการก็อาจจะเกิดความผิดเพี้ยนและบิดเบี้ยวไป ดังนั้น ปัจจัยสำคัญอีกประการก็คือ ความเข้มแข็งทางจิตใจและความสามารถในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เพราะจะช่วยให้สามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผู้นำจะต้องมีแผนปฏิบัติการเชิงรุกที่ใช้ในการปรับโครงสร้างและรักษาขีดความสามารถเพื่อให้องค์กรสามารถฟื้นตัวกลับมาจากวิกฤตด้วยความรวดเร็ว และต้องไม่ใช่แค่สามารถฟื้นตัวกลับสู่จุดเริ่มต้นได้ แต่ต้องสามารถดำเนินงานไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
 
ขั้นตอนที่ 3 Return การเตรียมพร้อมกลับสู่สภาวะเดิม
ในขั้นตอนนี้ ผู้นำจะต้องประเมินภาพรวมขององค์กรและคิดแผนการเชิงกลยุทธ์หรือแผนงานเชิงรุกเพื่อนำพาองค์กรกลับสู่สภาวะเดิมให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ทั้งในด้านของการว่าจ้างและการพัฒนา (ยกระดับ) บุคลากรในระหว่างการฟื้นฟูองค์กร เพื่อให้กลับมาดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมในสภาวะที่กลับมาปกติ เพราะเมื่อผ่านพ้นวิกฤตไป องค์กรที่ไปได้ไกลที่สุด คือ องค์กรที่มีการเตรียมพร้อมมากที่สุด
 
ขั้นตอนที่ 4 Reimagination เปลี่ยนมุมมองในการดำเนินธุรกิจ
สถานการณ์ที่เป็นวิกฤตการณ์ ดังเช่นโรคระบาดโควิด 19 ที่เราเผชิญกันอยู่นี้ จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปโดยสิ้นเชิง ทำให้ภาคธุรกิจ (ภาคราชการเช่นกัน) ต้องเร่งปรับปรุงการให้บริการและการผลิตสินค้าให้ดียิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการและความจำเป็นของผู้บริโภคให้โดนใจมากยิ่งขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ควบคู่ไปกับการเรียนรู้วิธีการทำงานใหม่ ๆ เพราะนั่นจะเป็นวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อภาวะช็อคที่เป็นผลมาจากสถานการณ์วิกฤตได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงต้องศึกษา ค้นหาดูว่า วิธีการทำงานแบบใดที่ต้องปรับให้เหมาะสมกับองค์กรและช่วยให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ขั้นตอนที่ 5 ปฏิรูปรูปแบบการดำเนินงาน
ผู้นำจะต้องพิจารณานโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อสุขภาพของพนักงานและผู้บริโภคมากขึ้น เช่นเดียวกับสถาบันทางการเงินที่จะต้องมีการปฏิรูประบบทางการเงินเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต รวมไปถึงสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่ต้องเริ่มประยุกต์ใช้แนวทางการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์มาเสริมรูปแบบการเรียนการสอนในแบบปกติให้มากขึ้น แต่สิ่งที่ควรจะปฏิรูปมากเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือ การปฏิรูปแผนการรับมือกับวิกฤตการณ์ ที่จะต้องสามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
 
ทั้งนี้ ผู้นำในช่วงวิกฤตการณ์จะต้องคิดค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ในการรับมือแบบเชิงรุก “มากกว่า” แนวทางในการตั้งรับเพื่อให้ผ่านพ้นไปเพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น รวมไปถึงต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความรู้ใหม่ ๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปในอนาคตด้วย โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์
 
 

CR.ดร.กฤติพงศ์ Reborn

ติดต่องานได้ที่ 09-405-79569
บริษัท รีบอร์น เจอร์นี่ จำกัด 461/1 ลาดพร้าว 64 แยก15
 เเขวง วังทองหลาง เขตวังทองหลางกรุงเทพ 10310
 
 
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn